Posted by: Jaotualek in: ● May 26, 2007
จับใจ
ฐิตินาถ ณ พัทลุง
เรียน คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง
ดิฉันได้อ่านเข็มทิศชีวิต ในวันที่ตัวเองประสพความสำเร็จด้านการเงินสูงสุด แต่กลับรู้สึกชีวิตว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ดิฉันเหนื่อยกับงาน คน สามี ลูก ทุกอย่างเป็นภาระหนักทั้งทางกายทางใจ ดิฉันทำทุกอย่างเพื่อลูก สามี แต่ตัวเราเองไม่มีความสุขเลย รู้สึกเหมือนคนที่ทำงานหนัก ทำสิ่งดีๆ มาทั้งชีวิต เพื่อมาถึงปลายทาง แล้วพบว่ามันไม่มีอะไรเลย นอกจากภาระและความทุกข์
จาก Ordinary Millionaire
สวัสดีค่ะ
ลองถามตัวเองดูดีๆ ที่เราคิดว่าเราทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น จริงๆ แล้วเราทำเพื่อใครกันแน่ ความสุขของลูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับบ้านหลังใหญ่ แลกกับการที่แม่ต้องทำงานเช้ายันดึกกลับมาเจอหน้าลูกก็เหนื่อย หงุดหงิด อารมณ์เสีย หมดแรงที่จะคุยเล่นกับลูก ต้องปล่อยให้ทีวี. เกมคอมพิวเตอร์ เลี้ยงลูกเราแทน
แล้วเราก็บ่นว่าลูกสมาธิสั้น ก้าวร้าว วัตถุนิยม ทั้งๆ ที่เราเองเป็นคนฝึกลูกแบบนั้น พอรู้สึกผิดขึ้นมา เราก็หาของมาปรนเปรอตามใจลูก พาลูกไปทำกิจกรรมพิเศษทั้งวันเสาร์ วันอาทิตย์ เพื่อลูกจะได้เป็นคนเก่ง เพียบพร้อม สมบูรณ์ แล้วเราก็รู้สึกเป็นภาระที่เหนื่อยแทบขาดใจ
ทุกวันนี้มีคนมากมาย ที่เป็นโรคหมดสมรรถภาพที่จะรักและมีความสุข ชีวิตเราวิ่งวุ่นและเหน็ดเหนื่อย แสวงหาบางสิ่งบางอย่างตลอดเวลา แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ ไม่อิ่ม ไม่เต็ม เพราะตัวเราเองถูกฝึกถูกสอนให้หาสิ่งต่างๆ ภายนอกได้เก่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่เคยถูกฝึก ถูกพัฒนาความสามารถที่จะรักและมีความสุข แล้วเราก็ฝึกลูกเราผิดๆ แบบนี้ต่อไป จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ลองค่อยๆ ดู ค่อยๆ สังเกต รับรู้ความรู้สึก การทำงานของใจตัวเอง ใจเราทุกคนมีหลุม มีความรู้สึกพร่อง ขาดไม่มั่นคง มีแรงผลักให้เราทำ พูด คิด หา มี เป็น บางสิ่งบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการรู้ทันใจตัวเอง เราจะตกเป็นทาสเจ้านายที่มองไม่เห็น วิ่งไล่ล่าความสุขทั้งชีวิต แต่ไม่มีวันเจอ
ยิ่งเรารู้สึกขาด รู้สึกไม่มั่นคงมาก เราก็ยิ่งหามากขึ้น เบียดเบียนคนอื่นมากขึ้น แล้วความจริงของชีวิตก็คือ พอถึงจุดหนึ่ง ไม่ว่าเราจะสะสมสิ่งดีๆ ในชีวิตไว้มากแค่ไหน สิ่งที่เรารัก เราหวงแหนก็สามารถหายไปจากชีวิตเราได้ภายในพริบตา
คนรัก เงิน ชื่อเสียง อำนาจ ความสุข วินาทีหนึ่งเราอาจจะรู้สึกมั่นคงที่สุด วินาทีถัดไป เราอาจจะไม่เหลืออะไรเลย
ความจริงแล้ว ความทุกข์เป็นของขวัญ ในวันที่เราเผลอเพลินไปกับภาพมายาของความสุขในโลก ความทุกข์จะแวะเวียนมาทักทาย ย้ำเตือนเราไม่ให้ประมาท ในการมีชีวิตแต่ละขณะ แต่ละขณะ ว่าเรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร และต้องทำอย่างไร
คุณยังโชคดี ที่เริ่มรู้สึกเฉลียวใจ ว่าชีวิตว่างเปล่า สิ่งที่หามาได้ ไม่มีความหมายอะไร ก่อนที่คุณจะสูญเสียมันไป แล้วต้องกระโดดลงไปแสวงหามันใหม่อีกที จนลืมหยุดคิดว่าอะไรกันแน่ที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต
ลองฝึกคอยรู้ทันใจที่หลงไปดู หลงฟัง หลงคิด หลงหงุดหงิด คอยตามดูไปทีละขณะจน ‘รู้สึกตัว’ ‘ตื่น’ หลุดออกมาจากความคิด เห็นใจที่มันทำงาน เห็นกิเลสตัวเอง เห็นว่าเราก็เป็นสัตว์ตัวหนึ่ง ที่หลงกิเลส คิดผิด พูดผิด ทำผิด หลงวิ่งหาภาพมายาทั้งชีวิต รักตัวเอง สงสารตัวเอง เราก็จะรู้สึกรักคนอื่น เข้าใจ สงสารคนอื่น เราจะคอยรู้ทันเติมหลุมในใจตัวเองให้เต็ม มั่นคง อยู่ได้มีความสุขได้จากใจที่มั่นคง แม้ในเวลาที่ไม่เหลืออะไรเลย ก็ยังมีใจที่แน่วแน่ มุ่งมั่น เป็นผู้ดู ผู้เห็น ไม่ใช่ผู้ทุกข์ ผู้เป็น
ชีวิตอ่อนโยนเรียบง่ายกว่าที่เราคิด ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะเป็นอย่างไร ความสุขก็อยู่ตรงหน้าเราเสมอ ให้โอกาสตัวเอง รู้สึกตัว ตื่น หลุดออกมาจากการหลงคิด มีชีวิตแต่ละขณะ ด้วยความรู้สึกตัว เห็นคุณค่าเห็นความหมายของแต่ละอย่างที่เราทำ พูด คิด จนใจเราอิ่มเต็ม มีความรักความปรารถนาล้นไปถึงลูก ถึงคนที่เรารัก ถึงคนรอบข้าง ถึงทุกอย่าง ถึงงานที่เราทำ ให้โอกาสตัวเอง ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง
จากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ พ.ย.’ 49